+atom.xml?redirect=false รู้อะไร@iTUKnowledge Blog keyword

หน้าเว็บ

Sunday, April 11, 2010

รัฐบาลใช้ความรุนแรงปราบประชาชนชุมนุมทางการเมือง



แกนนำ นปช.พร้อมประชาชนชุมนุมทางการเมือง  การรวมพลังประชาชน ทุกภาค ทั้งประเทศ มาตั้งแต่วันที่ 12มีนาคม 2553เพื่อเรียกร้องความชอบธรรม ความเป็นธรรม ความยุติธรรมเท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎหมาย และสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนซึ่งถูกปิดกั้นโดยรัฐบาล และมีเป้าหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งการเมือง แบบประชาธิปไตย ที่มีรัฐบาลเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน และขอให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นให้ยุบสภา คืนอำนาจทางการเมืองให้แก่ประชาชน

รัฐบาลใช้ความรุนแรงปราบราบประชาชนชุมนุมทางการเมือง นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ร่างทรงเผด็จการทหารระดมกำลังทหาร ตำรวจเกือบแสนคนทุกภาคใช้งบประมาณอย่างมหาศาล พร้อมอาวุธสงครามเตรียมปราบประชาชน และประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง และยกระดับประกาศใช้กฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างร้ายแรง เพื่อบังคับใช้ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ตั้งแต่วันที่7เมษายน 2553เหตุผลอ้างว่ามีกลุ่มบุคคลชุมนุมประท้วงรัฐบาล เป็นการกระทำการชุมนุมโดยไม่สงบเป็นการขัดต่อบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายอื่นๆเป็นการรวบอำนาจตามกฎหมายต่างๆ โอนมาเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีและสามารถสั่งใช้กำลังทหาร จับกุมปราบปราม ประชาชนโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย

ประเด็นสำคัญในกฏหมายนี้ มีข้อห้าม 5 ประการ คือ ห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป ห้ามการเสนอข่าว หรือทำให้แพร่หลาย ซึ่งสื่อต่างๆ ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะตามเงื่อนไขของรัฐบาล ห้ามใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใดๆ ห้ามเข้าไปในพื้นที่ใดๆห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ตามเงื่อนไขที่กำหนดของรัฐบาล รัฐบาล ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าแกนนำ นปช.กว่า 20 คน กระทำการขัดต่อกฎหมายเพื่อเป็นการพยายามสร้างความชอบธรรม สลายการชุมนุมของมวลชนและประชาชน

แกนนำ นปช.พร้อมมวลชนและประชาชน ปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐบาลและเพิกถอนอำนาจโดยไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของรัฐบาลโดยวิธีการอารยะขัดขืน เป็นการชุมนุมทางการเมืองโดยสันติอหิงสา รัฐบาลเตรียมการสลายการชุมนุมมาตั้งแต่วันที่12มีนาคม 2553 มีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง กล่าวหาว่าเป็นการกระทำของกลุ่มมวลชน มีคนปลอมเป็นมวลชนใช้อาวุธสงครามกระทำต่อสถานที่ราชการ และทำร้ายประชาชน จัดตั้งมวลชน และนักวิชาการที่ไร้จรรยาบรรณ ออกมาต่อต้านคัดค้านมวลชนประชาธิปไตย ใช้สื่อกระแสหลักบิดเบือนความจริง ใส่ร้ายมวลชน โฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชน การปิดกั้นช่องทางการสื่อสาร ทีวี วิทยุ เว็บไซต์ของฝ่ายประชาธิปไตยมิให้เสนอความจริงต่อประชาชน

วันที่10 เม.ย.53 เวลา 12.00 น.รัฐบาลสั่งใช้กำลังทหาร ตำรวจปราบปรามสลายการชุมนุนมของมวลประชาชนซึ่งชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้า และบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ทั้งสองแห่ง มีผู้ร่วมชุมนุมนับล้านคนโดยสันติอหิงสาปราศจากอาวุธไร้ความรุนแรงโดยใช้กำลังทหารตำรวจหลายหมื่นคนล้อมปราบปรามประชาชน และข่าววงในแจ้งว่า รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์มีคำสั่งให้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม รถถัง รถหุ้มเกราะพร้อมอาวุธปืนร้ายแรงทุกชนิดยิงใส่เข่นฆ่าประชาชนที่ชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธที่สะพานผ่านฟ้าเป็นแห่งแรก เมื่อเวลาประมาณ17.00น.ตามรายงานข่าว มีประชาชนบาดเจ็บกว่า 800 คน เสียชีวิต กว่า20 คน เป็นนักข่าวชาวญี่ป่นสำนักข่าวรอยเตอร์ 1 คนนับเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในรอบ 18 ปี ของประเทศไทย การกระทำ ของรัฐบาล เป็นการซ้ำร้อยในปีที่แล้ว ในการใช้กำลังทหารปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธโดยใช้กองกำลังทหารหน่วยเดียวกัน วิธีการเดียวกันกับในวันที่ 13 เมษายน 2552 เมษา ทมิฬ และในครั้งนี้ วันที่ 10 เมษายน 2553 เป็น เมษาอุบาทว์

การกระทำของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะเป็นการละเมิดสิทธีเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ และหลักการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาตินับได้ว่า เป็นร่างทรงของทรราชและทรราชสมบูรณ์แบบในทางการเมือง

มาตรการของประชาชนต่อการใช้ความรุนแรงทางการเมือง แกนนำนปช.และประชาชนสู้ให้เป็็น ทางกฏหมายระหว่างประเทศ ควรต้องรวบรวมข้อเท็จจริงปฏิบัติการใช้ความรุนแรงของรัฐบาล ในการใช้กำลังทหารปราบปราบสลายการชุมนุมทางการเมืองของประชาชน โดยนำเรื่องทั้งหมดฟ้องเป็นคดีต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อทวงคืนความชอบธรรม ความยุติธรรม สิทธิและเสรีภาพในระดับสากลที่ไม่อาจหาได้ในประเทศนี้แต่มวลมหาชนยังคงชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธและไร้ความรุนแรงและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน และเดินทางออกนอกประเทศ

แกนนำ นปช.และประชาชน อย่าประมาทในการชุมนุมทางการเมือง เมื่อยุติได้ควรยุติ ถนอมกำลังมวลชนในการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยของประชาชน