+atom.xml?redirect=false รู้อะไร@iTUKnowledge Blog keyword

หน้าเว็บ

Wednesday, November 25, 2009

การเมืองเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจประเทศไทย


ประเทศไทยมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2543ป็นหนี้จากการกู้เงินนับแสนล้านบาทจาก IMF มหาอำนาจร่วมมือกันจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรการเงินระหว่างประเทศ เป็นการสร้างอาณานิคมทางเศรษฐกิจยุคใหม่ในโลก

ในสถานการณ์ทางการเมือง ประเทศไทยได้ตกเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจครั้งที่1โดยถูกกองทุนต่างประเทศถล่มค่าเงินบาทเป็นเหตุให้เกิดปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินในประเทศไทย รัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ มีนายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ปรส.)เพื่อบริหารจัดการหนี้สิน และสินทรัพย์ของสถาบันการเงินแต่ไม่อาจแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน  ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลต่อประเทศไทย  ต่อมารัฐบาลของพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งทั่วไปโดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 พ.ศ.2543-2549 เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมากของประชาชนในระบอบระชาธิปไตย  มุ่งเน้นการบริหารความเติบโตระหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศ และการส่งสินค้าออกต่างประเทศ สามารถแก้ไขปัญหหาเศณษฐกิจของประเทศสามารถ ชำระหนี้ให้แก่ IMF องค์กรการเงินระหว่างประเทศ ภายใน 2 ปี  นับว่าเป็นการกู้ชาติให้เป็นอิสระจากการเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ

ในที่สุดเกิดวิกฤตการเมือง รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหารของคณะทหาร 19 กันยายน 2549 จัดตั้งรัฐบาลเเผด็จการอำนาจนิยม มี พลเอกสุรยุทธ์ จุฬานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตทางการเมือง และเศรษฐกิจตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แต่อย่างใด รัฐบาลปัจจุบันกู้เงินหลายแสนล้านบาทพัฒนาประเทศแต่ยังไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ซึ่งประชาชน จะต้องแบกภาระหนี้สินจำนวนมหาศาลแทนรัฐบาลประเทศไทย กลายเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2  รัฐบาลควรใช้นโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระดับมหภาค แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระบบในระยะสั้นและระยะยาว เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางศรษฐกิจของประเทศไทยแต่จะทำได้หรือไม่ นั้นมันขึ้นอยู่กับทุนทางปัญญาของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไทย